Home / TALK / TOY STORY ทอย-ปฐมพงศ์ เรือนใจดี

TOY STORY ทอย-ปฐมพงศ์ เรือนใจดี

 

toy-1

 

         ตอนมัธยม ทอยเรียนสายศิลป์ฝรั่งเศสที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 ที่ทอยเลือกเรียนสายนี้เพราะไม่ชอบเลข ไม่ชอบคำนวณ ชีวิตในห้องเรียนถือเป็นเด็กกลางๆ ค่อนไปทางหลังห้องและมีกลุ่มเพื่อนผู้ชายเยอะมาก เวลาพักเที่ยงจะชอบเตะตะกร้อกันที่ลานหน้าเสาธง ซึ่งมีอยู่วันหนึ่ง ทอยดันเตะลูกตะกร้อไปโดนหน้าอาจารย์ฝ่ายปกครองแบบไม่รู้ตัว (ตอนแรกตั้งใจจะเตะอัดเพื่อน) ตอนนั้นกลัวและขนลุกมาก แต่อาจารย์แค่หันมาบอกว่าไม่เป็นไร คราวหน้าอย่าทำอีก (โล่งไปและยังคงเตะตะกร้อกับเพื่อนต่อไป) ส่วนตอนนี้ทอยเรียนอยู่ปี 2 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (ได้เป็นเดือนคณะด้วยนะ) พร้อมการเป็นพิธีกรรายการท่องเที่ยว “โตแล้ว” และงานแสดงทางช่อง GMM25

          นี่คือเรื่องราวคร่าวๆ ของหนุ่มหล่อ ทอย-ปฐมพงศ์ เรือนใจดี ที่กำลังมาแรงอยู่ในตอนนี้ ส่วนเรื่องยาวๆ น่ะไม่ต้องห่วง JUZZ เตรียมมาให้อ่านด้วยเช่นกัน โดยจะมีทั้งเรื่องเรียนและเรื่องชีวิตที่พอเราฟังทอยเล่าแล้วอยากบอกว่า เห็นซนๆ แบบนี้ แต่ความคิดมีความน่าสนใจและน่าเอามาแชร์ต่อมากเลยล่ะ

ในช่วงมัธยมคิดว่านอกจากเรื่องเรียนแล้วควรให้ความสำคัญกับเรื่องไหนบ้าง
ผมว่าเรื่องเพื่อนครับ การมีเพื่อนทำให้เราได้พูดคุยและปรึกษากัน เพราะปัญหาสำคัญของเด็กม.ปลายคือไม่รู้จะเรียนอะไรต่อดี ซึ่งตัวผมก็เป็น แต่ผมได้คำตอบก่อนว่าอยากไปทางนิเทศฯ และไม่ได้แอดมิชชั่นเพราะเป็นคนไม่ชอบการสอบ แต่เพื่อนๆ จะแบบ เอ๊ะ เรียนอะไรดี ทางไหนดี ซึ่งการได้คุยและแชร์ความคิดประสบการณ์กับเพื่อนมันจะช่วยได้ เพราะเพื่อนบางคนจะมองเราออกว่าเราเป็นคนชอบอะไร ถนัดอะไร แกไปเรียนทางนี้มั้ย ก็เลยอยากให้รักษาช่วงเวลาที่เราอยู่กับเพื่อนไว้ ส่วนเรื่องเรียนก็อย่าทิ้ง แต่ก็อย่าเครียดมาก เพื่อนผมหลายคนที่เครียดจนเกินไปแล้วเอ็นท์ไม่ติด ในขณะที่บางคนนี่เล่นกับเราทุกวันเลยแต่กลายเป็นติดจุฬาฯ ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ

จริงๆ ทอยเป็นคนกล้าแสดงออกไหม
เมื่อก่อนตอนม.ต้นผมเป็นคนขี้อายมาก (อ้วนด้วย) แค่ยืนหน้าห้องพูดพรีเซ็นต์งานก็มือสั่นมาก พูดไม่ออก หรือเวลาครูเรียกให้ยืนตอบคำถามในห้องที่เป็นเพื่อนเราหมดยังมือสั่นตัวสั่นเลย (แล้วทอยเอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นยังไง?) เหมือนเราโตขึ้นครับ แล้วก็มีโอกาสได้ทำโน่นทำนี่ คือตอนม.ปลายผมผอมลงด้วย เลยมีคนชวนไปทำกิจกรรมของโรงเรียน มันก็เลยเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ฝึกให้เรากล้าแสดงออกไปในตัว พอขึ้นมหา’ลัยก็ได้เป็นเดือนคณะ และโอกาสมันก็มาเรื่อยๆ ครับ

ตอนผอมลงถือเป็นจุดเปลี่ยนเลยไหม
จุดเปลี่ยนเลยครับ ตอนม.ต้นผมหนักประมาณ 80 กว่ากิโล เพื่อนก็จะเรียกหมูๆ หมูหวาน แล้วเวลาถามถึงคนชื่อทอยในโรงเรียนนี่แทบจะไม่มีใครรู้จักเลย อารมณ์แบบเฮ้ย!! มีคนชื่อนี้ด้วยเหรอ แต่พอขึ้นม.ปลาย ผมเปลี่ยนตัวเอง ผมลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายตอนปิดเทอม 3 เดือนกับเพื่อนแถวบ้านและไม่ได้เจอเพื่อนโรงเรียนเลย เปิดเทอมมาวันแรกเดินสวนกับเพื่อน เพื่อนจำไม่ได้ เพื่อนไม่ทัก รุ่นน้องบางคนถามพี่เพิ่งเข้าใหม่เหรอคะ คือเข้าใจว่าเราเพิ่งเข้ามาตอนม.4 ทั้งๆ ที่เราอยู่โรงเรียนนี้มาตั้งแต่ม.1 (น้อยใจไหม?) ไม่ครับ เพื่อนก็มีแซวๆ ว่าเปลี่ยนทำไมวะ ทำไมถึงลดความอ้วน เป็นแบบเดิมก็ตลกดี แต่เพื่อนก็ยังเหมือนเดิมเล่นสนุกกับเราปกติ คือส่วนมากผมจะเป็นฟีลกวนๆ เพื่อนด้วย เพื่อนเลยจะชอบแกล้งชอบแซว ซึ่งเราก็สนุกและไม่ได้รู้สึกว่าการโดนเพื่อนแกล้งมันเป็นปมด้อยหรือว่าอะไรนะครับ

เด็กบางคนจะเจอปัญหาเพื่อนล้อแล้วเอามากดดันตัวเอง
ผมมองว่ายิ่งเรากดดันตัวเองมันจะยิ่งไม่มีการพัฒนา คือคนที่กดดันตัวเองมันจะเก็บมาคิด พอเก็บมาคิดๆ เราก็จะไม่มีการพัฒนาหรือเดินหน้าต่อ อย่างตัวผมผมไม่ได้เก็บมาคิด แต่มองเป็นเรื่องสนุก เพื่อนแซว เราก็ยิ้มๆ ขำๆ ไปด้วย จนถึงจุดๆ หนึ่งที่ผมว่าคนเราพอโตขึ้นมันก็อยากจะพัฒนาตัวเองอยู่แล้วล่ะ

toy-2

แสดงว่าเป็นคนมองโลกในแง่บวกระดับหนึ่ง
ใช่ครับ บางคนก็บอกว่าทำไมโลกสวยจัง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้มองบวกตลอดหรอก แต่ถ้าอะไรที่มองข้ามไปได้ หรือไม่ถูกใจเรา ผมก็จะไม่เก็บมาเป็นอารมณ์เท่าไหร่

อะไรที่ทำให้ทอยเป็นคนคิดแบบนี้
น่าจะเป็นที่บ้านครับ เพราะที่บ้านจะเลี้ยงดูกันเหมือนเพื่อน เวลามีอะไรผมก็จะบอกพ่อแม่ตลอดไม่ว่าจะ เรื่องแฟน เรื่องการเรียน แล้วที่บ้านจะไม่เคยกดดันเรื่องการเรียนเลย เรียนยังไงก็ได้แค่อย่าให้เดือดร้อนมาถึงพ่อแม่ก็พอ คือไม่ต้องถึงขั้นให้พ่อแม่ไปคุยเรื่องเกรดที่โรงเรียนและไม่ได้ซีเรียสว่าต้องได้เกรด 4 ส่วนเรื่องการใช้ชีวิตที่บ้านจะไม่ฟิกว่าจะต้องทำอะไร ไม่เคยบอกห้ามโน่นห้ามนี่ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยแบบฝรั่ง เขาจะร่างโครงไว้ให้ว่าเราควรเดินไปทางไหน กลับไม่เกินกี่โมง ซึ่งถ้าเกินเวลาเขาก็ไม่ได้ดุ ไม่ได้ทำโทษ แต่เราจะรู้สึกขึ้นมาเองว่าเราควรกลับกี่โมง เราต้องกลับบ้านแล้วนะ

ที่ผ่านมาเคยทำอะไรพลาดไหม
อืม… ไม่ค่อยมีนะครับ ด้วยความที่ผมคุยกับที่บ้านตลอด ถ้าเรื่องไหนที่ไม่ชัวร์หรือจะทำดีมั้ยก็จะเอาไปคุยกับที่บ้าน เช่นเมื่อก่อนผมก็อยากเจาะหู แต่สุดท้ายก็ไม่ทำเพราะพ่อกับแม่จะอารมณ์แบบอยากเจาะหูเหรอ เดี๋ยวพาไปเจาะที่โรงพยายาลเลยเป็นเรื่องเป็นราว ในขณะที่เด็กบางคนต้องไปแอบเจาะตามห้าง ซึ่งพอถึงเวลาจะเจาะจริงๆ ผมก็จะไม่อยากเจาะแล้ว เหมือนเวลาเขาส่งเสริม เราจะมีความคิดว่าทำไมได้ง่ายจัง ไม่เอาแล้วดีกว่า แต่ถ้ากลับกันพ่อแม่บอกว่าไม่ให้ ผมว่าอีก 3 วันได้ไปเจาะเองแน่ๆ มันก็เลยไม่มีมุมที่รู้สึกเสียดายหรือว่าเดินทางผิด

ทอยคุยกับพ่อแม่ทุกเรื่อง แต่บางคนเลือกที่จะคุยกับเพื่อนมากกว่าพ่อแม่
ผมว่ามันก็ไม่ผิดที่เขาจะคิดแบบนั้น เพราะวัยรุ่นจะใช้เวลาส่วนใหญ่กับเพื่อนมากกว่าอยู่แล้ว ซึ่งปรึกษาเพื่อนมันก็ดีครับแต่อย่างน้อยเราควรจะมีอีกตัวเลือกที่เขาเข้าใจเรานั่นก็คือที่บ้าน แม้พ่อแม่จะไม่เข้าใจเราในมุมโรงเรียนเพราะเขาไม่ได้ไปเรียนกับเรา แต่เขาก็เข้าใจมุมชีวิตมากกว่าเรา และผมเชื่อว่าเขาซัพพอร์ตเราได้ดีไม่แพ้เพื่อนเหมือนกัน

ตอนนี้ทอยต้องทำงานและเรียนไปด้วย การได้ทำสองอย่างพร้อมกันดีอย่างไรบ้าง
การทำงานช่วยเพิ่มทัศนคติให้เรามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มองโลกกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่ไปเรียน กลับบ้าน นอน เล่นเกม พอวันหยุดก็ไปเที่ยวดูหนัง แต่เรากลับได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากกว่า อย่างบางคนที่พอเข้ามหา’ลัยแล้วโดนรีไทร์ หรือเรียนไม่จบ ผมว่าปัญหาส่วนหนึ่งมันเกิดจากที่เราสบายจนเกินไป แต่พอเรามาอยู่จุดที่เราได้ทำงาน ได้เจอคนเยอะ ได้เจอปัญหา ซึ่งมันไม่จำเป็นว่าต้องเป็นงานในวงการบันเทิง งานอะไรก็ได้ครับ การทำงานจะทำให้เราโตขึ้นเอง

ทอยคิดว่าทักษะเรื่องไหนที่ควรมีติดตัว เพราะโตแล้วได้ใช้แน่
ผมว่าไหวพริบ ไหวพริมมันปรับใช้ได้กับหลายๆ อย่าง คือเราไม่จำเป็นต้องฉลาดที่สุดหรือเก่งที่สุด แต่เราควรมีไหวพริบ และรู้จักคิดในการใช้ชีวิต (แล้วทอยฝึกเรื่องนี้อย่างไร) ผมว่าไหวพริบมันเกิดจากการช่างสังเกตและความสงสัย พอเราสงสัยโน่นนี่แล้วเราเรียนรู้หาคำตอบเข้ามาในตัวเองเยอะๆ มันจะทำให้เรามีไหวพริบ มีมุมมองที่กว้างขึ้น

 

เรื่อง: Piyakorn
ภาพ: Ittipon

About piyakorn

ผู้หญิงธรรมดาที่รักหมาทุกตัวบนโลก