Home / LIVE LIFE SOCIETY / ภาษาสู่อาชีพ ล่าม-ผู้เชื่อมโลก

ภาษาสู่อาชีพ ล่าม-ผู้เชื่อมโลก

       

          หากพูดว่า “ภาษาเป็นเครื่องมือทางสังคม” ก็คงจะไม่ผิดมากนัก เพราะหากไม่มีภาษา มนุษย์คงไม่สามารถมีสังคมร่วมกันได้ โดยเฉพาะในปัจจุบัน โลกมีวิวัฒนาการก้าวไกลขึ้น ไม่ว่าใครก็สามารถข้ามพรมแดนได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมภาษาถึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนมนุษย์ก็ยังจำเป็นที่จะต้องสื่อสารกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจ พอกล่าวมาถึงตรงนี้แล้วหากจะพูดถึงอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับภาษา อันดับแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นอาชีพล่าม วันนี้จัซเลยอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับคุณมะตูม – ธนาฒย์ เจริญสุข ในฐานะล่ามญี่ปุ่นมืออาชีพ ถ้าใครกำลังมองหาคำแนะนำเกี่ยวกับอาชีพนี้อยู่ ห้ามพลิกหน้าหนีเป็นอันขาด!

 

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b8%a1

จุดประกายทางภาษา

ผมโชคดีตรงที่ว่าผมชอบภาษามาตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุก บวกกับที่บ้านเป็นคนรักภาษา อย่างคุณพ่อก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาบาลีสันสกฤต ผมเลยรู้สึกว่าอยากจะเรียนรู้เรื่องภาษาบ้าง ก็เลยได้ฝึกภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ พอโตมาในระดับหนึ่งก็เริ่มคิดอีกว่าภาษาอังกฤษอย่างเดียวอาจไม่พอ เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้อยากเรียนรู้ภาษาอื่น ผมมีความสนใจในภาษาญี่ปุ่น เพราะคิดว่าอนาคตน่าจะมีโอกาสได้ใช้ในการทำงาน

ดังนั้นตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมจึงเลือกเรียนสายที่ตรงกับความต้องการเลย คือเรียนภาควิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีความตั้งใจแต่แรกเลยว่าจะประกอบอาชีพล่าม วิชาที่เรียนก็จะประกอบด้วยวิชาพื้นฐานทั่วไป พื้นฐานภาษาญี่ปุ่น พอปีสูงขึ้นก็จะมีวิชาเกี่ยวกับการออกเสียง วิชาล่าม การแปล ในส่วนของการแปลของล่ามก็จะมีหลายแบบ
1.ล่ามพูดตาม ผู้พูดพูดก่อน แล้วก็หยุดให้เราแปล จะใช้บ่อยในการเจรจาธุรกิจ
2.ล่ามกระซิบ เป็นล่ามพูดพร้อมอีกชนิดหนึ่ง มีให้เห็นบ่อยในงานประชุมสัมมนา
3.ล่ามพูดพร้อม ถือเป็นงานล่ามที่ยากที่สุด เพราะต้องใช้สมาธิสูง ต้องฟังไปด้วยพูดไปด้วย ทำให้เกิดความกดดันสูง

เป็นล่ามใช่ว่าใช้แค่ภาษา

คำว่าภาษาญี่ปุ่น  รู้แต่ภาษาอย่างเดียวอาจไม่พอ ขอแยกเป็นสองประเด็นนะครับ ประเด็นแรก รู้ภาษาแล้วต้องรู้วัฒนธรรมด้วย ญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรมและการปฎิบัติตัวหลายอย่างที่เราจำเป็นต้องเรียนรู้ เช่น เรื่องเวลา ประเด็นที่สอง เรื่องของคำศัพท์ ในแต่ละสาขาแต่ละศาสตร์ก็จะมีคำศักพท์เฉพาะ อย่างที่ผมเคยทำงานมา งานแปลที่ยากและมีความเสี่ยงมากก็คือการแปลในศาล ทุกถ้อยคำที่เราแปล เจ้าหน้าที่ที่อยู่หน้าบัลลังก์ของผู้พิพากษาจะพิมพ์ทุกถ้อยคำที่เราแปลลงไปในเอกสารทั้งหมด และสุดท้ายเราต้องเซ็นรับรองด้วย เพราะฉะนั้นจนกว่าคดีจะหมดอายุความ ชื่อเราจะยังอยู่ในนั้น ถ้าเกิดมีการยกมาฟ้องใหม่ เราก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วการแปลในศาลเขาจะใช้ภาษากฎหมาย ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนหรือไม่มั่นใจเราก็ต้องยกมือถามว่า ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกไหมครับ ถ้าถูกแล้วก็โอเค ปลอดภัย

งานเบื้องหลัง vs งานเบื้องหน้า

นอกจากเป็นล่ามแล้วผมก็ยังทำงานบนเวทีด้วยการเป็นพิธีกร ถือว่าสนุกไปอีกแบบ เพราะการเป็นล่ามเราจะอยู่หลังฉาก แต่พอเป็นพิธีกรเราต้องมาอยู่หน้าฉาก ก็จะมีทั้งเป็นล่ามให้พิธีกร เป็นพิธีกรพร้อมล่าม ความยากของงานพิธีกรคือเราต้องมีความพร้อมตลอดเวลา เพราะเหตุการณ์พร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ต้องแก้ไขสถานการณ์ให้เร็ว ในส่วนของคำถามหรือสคริปต์จะมีผู้คุมมาบรีฟงานเราก่อน แต่บางทีก็จะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้าง เช่น มีแต่ข้อมูลภาษาไทยมาให้ แล้วเราต้องมาคิดภาษาญี่ปุ่นเองทันทีหน้างาน ทั้งที่คุยงานกันก่อนหน้านี้บอกว่าจะมีภาษาญี่ปุ่นมาให้ด้วย แบบนี้เป็นต้น

สร้างคุณสมบัติ สร้างตัวเอง

การทำอาชีพนี้ เราต้องมีจุดเด่นของเรา ไม่ต้องแข่งกับใคร แต่แข่งกับตัวเอง ทำงานให้มีคุณภาพแล้วโอกาสในการงานจะเข้ามาเอง ต้องรู้จักพัฒนาตัวเอง เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด และรู้จักการสร้างแบรนด์ให้กับตัวเอง อย่างการไม่รับงานซ้ำซ้อน สมมติเราทำงานให้กับนาฬิกาแบรนด์นี้ เราก็จะไม่รับงานนาฬิกาของแบรนด์อื่น ลูกค้าก็จะไว้วางใจเราและมอบหมายให้ทำงานสำคัญๆ ตลอด

การเป็นล่ามหรือพิธีกรที่ดี เราต้องสื่อความให้ครบ นี่ถือเป็นจรรยาบรรณของล่ามเลย เราอย่าใส่ความคิดเห็นของตัวเองลงไป ถ้าจะใส่ก็ต้องบอกว่านี่คือความคิดเห็นของล่าม แยกกันเป็นสองส่วน ดังนั้นเวลาเราอยู่บนเวทีหรือโต๊ะประชุม คนจะทะเลาะกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับเรา เราจะทำอย่างไรให้บรรยากาศต่อเนื่อง เพราะถ้าเกิดเขาทะเลาะกันขึ้นมา สุดท้ายจะเป็นเราเองที่ทำงานไม่ได้ และที่สำคัญต้องรักษาความลับของลูกค้า ไม่เปิดเผยข้อมูลหรือรายละเอียดงานให้กับผู้อื่น

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9%e0%b8%a1-1

ภาษาเพิ่มโอกาส

การจะมาทำอาชีพล่าม เราไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีทางด้านภาษามาก็ได้ คือถ้าเราเรียนด้านอื่นมา แล้วเราค่อยมาศึกษาเพิ่มเติมในภาษาที่เราสนใจ ล่ามหลายๆ คนก็ไม่ได้จบด้านภาษามาโดยตรง ซึ่งคนเหล่านั้นเองอาจถูกมองว่าได้เปรียบกว่าด้วยซ้ำ เพราะว่าเขามีความรู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สมมติเรียนวิศวะมา เขามีความรู้ทางด้านนั้นแล้วเสริมกับภาษาเข้าไป เขาก็อาจจะได้ทำงานไซด์งานกับคนญี่ปุ่นและทำงานได้คล่องตัวขึ้นก็ได้ แต่คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ได้อยากมาเป็นล่าม เขาจะมุ่งไปเฉพาะในสิ่งที่เรียนมาและใช้งานในชีวิตจริงมากกว่า แต่ถ้าถามว่าเป็นสิ่งที่ดีไหม เป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะจบด้านไหนมา ถ้ามีความสนใจภาษาเพิ่มขึ้นก็ถือว่าได้เปรียบอยู่แล้ว ของแบบนี้เรียนรู้และฝึกฝนได้ พูดให้เยอะ จะพูดผิดพูดถูกก็พูด ถ้ากลัวการพูดทุกอย่างก็จบ ไปต่อไม่ได้ ใช้เวลาเท่าที่มีเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด

ถ้าเราได้ภาษา มันไม่ได้จำกัดความแค่ว่าเราจะต้องประกอบอาชีพล่ามเท่านั้น เราสามารถใช้ภาษาประยุกต์ให้เข้ากับการงานต่างๆ ได้ ซึ่งมันเป็นการเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง เราจะเรียนจะชอบอะไรก็ได้ แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรขาดเลยคือเรื่องของภาษา

 

เรื่อง: Sirinart
ภาพ: Ittipon

About piyakorn

ผู้หญิงธรรมดาที่รักหมาทุกตัวบนโลก