รู้จัก+ดูแลน้องชาย ก่อนจะไปผงาดง้ำ

เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น อายุราวๆ 12-14 ปี หรือช่วง ม.1 – ม.2  น้องๆ จะเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น อันเป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศชาย “เทสโทสเตอโรน” ความเปลี่ยนแปลงนี้รวมถึง “จู๋” ด้วย อย่างเช่น

1. ขนาด: ทั้งจู๋และไข่(อัณฑะ) จะมีขนาดโตขึ้น ยิ่งเมื่อเกิดความรู้สึกทางเพศ ไอ้จู๋จะค่อยๆ ขยายตัวพองขึ้นและเกิดแข็งตัวมากเป็นพิเศษ

2. สี: ทั้งจู๋และไข่(อัณฑะ) รวมถึงบริเวณขาหนีบ จะมีสีคล้ำขึ้น ส่วนจะดำคล้ำมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับกรรมพันธุ์ และสีผิวเป็นหลัก

3.เส้นเลือด: ผิวหนังบริเวณจู๋ของน้องๆ บางคนอาจมีเส้นเลือดขยายตัวมากกว่าของเพื่อนๆ บางครั้งจึงอาจมองเห็นว่ามีเส้นเลือดปูดเป็นเส้นๆ คล้ายตัวหนอนที่ลำตัวของน้องชายได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ

4.ขน: ขนที่ขึ้นบริเวณหัวหน่าว ถุงอัณฑะ มักจะเป็นขนเส้นหยาบ เส้นใหญ่ และหยิกกว่าขนบริเวณอื่นของร่างกาย ส่วนปริมาณขนมากหรือน้อยขึ้นกับกรรมพันธุ์ครับ

5.พ่นน้ำได้ (แต่ไม่ถึงกับพ่นไฟนะครับ): เมื่อน้องๆ มีความรู้สึกทางเพศ และเกิดมีอาการเสียวสุดๆ หรือถึงจุดสุดยอด จู๋ของน้องๆ จะสามารถหลั่งน้ำขาวๆ เหนียวๆ กลิ่นคาวๆ ออกมาได้ น้ำนี้เรียกว่า “น้ำอสุจิ” ซึ่งมีตัวอสุจิหลายล้านตัวพร้อมที่จะผสมกับไข่เพื่อสืบเผ่าพันธุ์ต่อไป ถ้าหลั่งออกมาได้เอง เรียกว่า “ฝันเปียก” ซึ่งมักเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจขณะน้องๆ หลับอยู่ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าน้องๆ เริ่มเป็นหนุ่มเต็มที่แล้วยังไงละครับ

ขนาดของจู๋ของน้องๆ เวลาแข็งตัวเต็มที่แต่ละคนนั้นจะไม่เท่ากัน จากปัจจัยสำคัญ คือ เชื้อชาติ และรูปร่าง โดยผู้ชายชาวเอเชียนั้น รูปร่างเล็ก จู๋ก็มักจะมีขนาดกะทัดรัด (โดยมีความยาวเฉลี่ย ตั้งแต่ 3.8 – 4.6 นิ้ว) ส่วนชาวยุโรป อเมริกัน และแอฟริกันมีรูปร่างสูงใหญ่ จู๋ก็เลยมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย (โดยมีความยาวเฉลี่ย ตั้งแต่ 5.1 – 7.1 นิ้ว) พี่หมออยากบอกว่าน้องๆ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องขนาดมากจนเกินไป เพราะถ้ายังใช้งานได้ดี ขนาดก็ไม่ได้สำคัญเท่าไหร่นัก แต่จะเป็นปัญหาให้กลุ้มใจก็ต่อเมื่อขนาดจู๋เล็กเกินไป โดยมีขนาดสั้นกว่า 7 เซนติเมตร หรือเท่าๆ กับขนาดไฟแช็คเมื่อแข็งตัวเต็มที่ เรียกว่า Micropenis หรือจู๋จิ๋ว ซึ่งจะมีปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในอนาคตได้ ดังนั้นถ้าขนาดจู๋ของน้องๆ ไม่ได้เล็กผิดปกติ และยังใกล้เคียงกับขนาดมาตรฐานก็อย่าได้เสียความมั่นใจไปเพราะอย่างที่พี่หมอย้ำ “ใช้งานได้ดี” สำคัญกว่าขนาดเป็นไหนๆ อีกอย่างหากขนาดใหญ่เกินไปก็ใช่ว่าจะดีเพราะจากการสำรวจความเห็นของ ชาย-หญิง วัยเจริญพันธุ์ มีประเด็นน่าสนใจดังนี้

เพราะผู้ชายถูกปลูกฝังให้มีทัศนคติว่าขนาดจู๋ที่ยาวและใหญ่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีสมชายชาตรี ดังนั้นใครที่มีขนาดเล็กกว่าจึงมักขาดความมั่นใจแต่ผู้หญิงเขาไม่คิดอย่างนั้นเพราะผู้หญิงคิดว่าขนาดที่ใหญ่ไปต่างหากที่สร้างปัญหาเวลามีเซ็กส์ ยาวไปก็เจ็บ ใหญ่ไปก็เจ็บ ขอขนาดพอดีๆ เหมาะสมกันที่สามารถสร้างความสุขทางเพศให้กับทั้งคู่ได้ก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นน้องๆ ที่กังวลใจเรื่องขนาดอยู่ก็คงจะสบายใจขึ้น อย่าเอาน้องชายเราไปเปรียบเทียบกับใคร อีกอย่างจู๋เป็นของลับ ไม่ได้แปะไว้กลางหน้าผากให้ใครเห็น ถ้าต้องกลุ้มใจ กังวลใจกับเรื่องขนาดจู๋มากไป ก็เพราะ เราใส่ใจมันผิดทางเท่านั้นเอง ดังนั้นจงพอใจและภูมิใจในสิ่งที่ตน มีดีกว่า เพราะในอนาคตเมื่อน้องๆ โตขึ้นความสุขทางเพศมันคือ การทำให้อีกฝ่ายมีความสุขไปด้วย ไม่เจ็บไม่ทรมาน น้องๆว่าจริงมั้ยละครับ

โดยให้น้องๆ วัดขนาดเส้นรอบวงของจู๋ขณะแข็งตัวเต็มที่โดยมีหน่วยเป็นมิลลิเมตรแล้วหาร 2 ก็จะได้ค่าขนาดถุงยางที่เหมาะสม กับน้องๆ แต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่ขนาดถุงยางไซส์มาตรฐานของคนไทยมี 2 ไซส์คือ 49 และ 52 มิลลิเมตร ซึ่งขนาด 49 มิลลิเมตร จะเหมาะกับคนไทยมากที่สุด นอกจากจะกังวลใจเรื่องขนาดเพราะศักดิ์ศรีแล้ว ก็อย่าลืมใส่ใจขนาด ถุงยางที่เหมาะสมกับน้องชายของตัวเองด้วยนะครับ เพราะเรื่องของจู๋ มันมีอะไรอีกเยอะที่น้องๆ อาจยังไม่รู้ เอาเป็นว่าฉบับนี้ว่ากันพอหอมปากหอมคอก่อนนะครับ ส่วนใครที่มีปัญหาคาใจอยากปรึกษาพี่หมอ ก็สามารถส่งคำถามกันเข้ามาได้ที่ sayhello@juzzmag.com หรือ Inbox มาที่ Facebook.com/JUZZmag ไว้พี่หมอรวบรวมคำถาม top 5 ได้แล้วเรามาจับเข่าคุยเรื่องจู๋ๆ กันใหม่นะครับ

เพราะขนาดจู๋ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นการเลือกใช้ขนาดถุงยางอนามัยก็ต่างกัน คล้ายกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เหมาะกับขนาดตัวของเรา เพื่อความสบายในการสวมใส่ ถุงยางอนามัยก็เช่นเดียวกัน เพราะถ้าเลือกไม่ถูกไซส์ก็ใส่ไม่สบายหรือประสิทธิภาพลดลง ถุงยางขนาดเล็กไปอาจทำให้ถุงยางแตกได้ ถุงยางขนาดใหญ่ไปอาจทำให้หลุดและไม่กระชับ นอกจากที่จะใช้ถุงยางเป็นแล้ว การเลือกถุงยางให้เหมาะกับน้องชายของตนเองก็เป็นเรื่องสำคัญจะเห็นได้ว่าหากเลือกขนาดไม่เหมาะสมจะทำให้การป้องกันการตั้งครรภ์หรือโรคติดต่อทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนะครับน้องๆ

About admin