Home / TALK / แชร์เรื่อง “กรรณ” สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

แชร์เรื่อง “กรรณ” สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา

          คงไม่ต้องอธิบายความฮ็อตของหนุ่มคนนี้แล้วเนอะ ว่ามีมากมายขนาดไหน เพราะช่วงนี้ไม่ว่าเราจะเดินผ่านแผงนิตยสาร นั่งหาอะไรอ่านในเว็บไซต์ต่างๆ หรือเปิดยูทูบฟังเพลง ดู MV ดูซีรีส์ เราก็มักจะได้เห็นหน้าตาหล่อๆ ของ กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา โดดเด่นอยู่ในสื่อเหล่านั้น และมันช่างดีต่อใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเขามานั่งเล่าถึงประสบการณ์ ที่ได้จากการเปิดโลกกว้างในต่างแดนให้ชาว JUZZ ฟัง ลองอ่านกันดูนะ เพราะมีข้อคิดดีๆ เยอะเชียว

 

ทราบมาว่าตอนอายุ 12 กรรณถูกส่งไปเรียนโรงเรียนประจำที่ออสเตรเลียด้วย ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะรู้สึกติดลบกับ “โรงเรียนประจำ”
ผมจะไม่รู้สึกแบบนั้นนะครับ อาจเพราะตอนนั้นยังเด็กมากด้วยมั้ง เลยยังไม่รู้ว่าการเข้าโรงเรียนประจำเป็นยังไง จะลบหรือบวก แต่ลึกๆ ก็มีกลัวบ้างแหละ เพราะผมต้องไปอยู่ในที่ที่เราไม่มีคนรู้จักและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ตอนแรกก็จะเป็นเด็กใบ้ ใช้ภาษามือไป สักพักก็พูดได้บางคำแล้วก็เริ่มได้ทุกคำจนมีเพื่อนเป็นฝรั่งและอยู่ยาว 3 ปีเลย

ใน 3 ปีนั้นมีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
จริงๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนนะ แต่เป็นการเพิ่มมุมมองใหม่จากการได้เห็นโลกกว้างขึ้นมากกว่า เพราะมันทำให้ผมเป็นคนที่รู้จักตัวเองชัดขึ้น และเป็นคนชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

เรื่องไหนที่รู้สึกว่าดีมากเลยที่ได้ไปเรียนอยู่ที่นั่น
ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องทัศนคติและการกล้าแสดงออกแบบไม่อายใครมั้งครับ เพราะเวลาอยู่ที่โน่นการเรียนรู้หรือการสอนจะค่อนข้างให้อิสระ เขาจะสอนให้เราปล่อยความรู้สึก ปล่อยความคิดออกมาโดยที่ไม่ต้องมาแคร์ว่าคนอื่นจะพูดยังไง และสอนให้ใช้ชีวิตแบบคนเดียวให้เป็น เช่น ฝึกกินข้าวคนเดียว เรียนคนเดียว เลือกวิชาเรียนคนเดียว ซึ่งพอผมกลับมาเรียนต่อม.ปลายที่เมืองไทย แม้จะเป็นโรงเรียนอินเตอร์ แต่ก็มีเด็กไทยเรียนเยอะ เลยต้องมีการปรับตัวระดับหนึ่ง และต้องเปลี่ยนวิธีคุย เพราะวิถีชีวิตคนไทยจะมีความเป็นครอบครัว มีความเป็นเพื่อน เป็นกลุ่มก้อน สมมติผมจะไปกินข้าว เพื่อนก็จะบอกว่า เดี๋ยวรอเพื่อนคนนี้ก่อน คนนี้ก็จะบอก เฮ้ย เดี๋ยวรอคนนั้นก่อน ถ้าตอนใหม่ๆ ผมจะรู้สึกเลยว่า แล้วเมื่อไหร่จะได้กินวะเนี่ย (หัวเราะ)

แล้วอึดอัดมั้ย
ไม่อึดอัดนะครับ ผมแค่เปลี่ยนทัศนคติในการมองว่านี่เป็นการกินข้าวกับเพื่อน ซึ่งก็เป็นชีวิตอีกแบบที่ดี การกินข้าวคนเดียวอาจทำให้ผมกินเสร็จเร็ว ได้ไปทำในสิ่งที่อยากทำเร็ว แต่การกินข้าวกับเพื่อนเยอะๆ มันก็สนุก ได้คุยกัน ได้หัวเราะ ผมว่าชีวิตแต่ละแบบมันไม่มีอันไหนดีกว่าหรือด้อยกว่ากันหรอก มันอยู่ที่ตัวเราเองนี่แหละว่าจะคิดจะมองยังไง

ตอนมหาวิทยาลัยกรรณก็เลือกเรียนอินเตอร์
ตอนแรกไม่ได้อยากเรียนอินเตอร์เลย ผมอยากเรียนจิตรกรรม ที่ม.ศิลปากร แต่คิดว่าตัวเองคงเข้าไม่ถึงตรงนั้นแน่ๆ เพราะวิชาที่เรียนเป็นภาษาไทยหมด ผมเองภาษาไทยไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าเรียนอาจจะช้าและเรียนสู้คนอื่นไม่ได้ ก็เลยเลือกเรียนมัลติมีเดียดีไซน์ สาขามัลติมีเดียการออกแบบของม.ศิลปากร ภาคอินเตอร์แทน ซึ่งก็อยู่ในหมวดศิลปะที่อยากเรียนอยู่

รู้ตัวตอนไหนว่าชอบด้านนี้
จริงๆ ก็ไม่ได้รู้ตัวหรอก ตอนที่ไปอยู่เมืองนอกก็ยังไม่รู้ตัวนะแต่ทำให้ผมเรียนรู้อย่างหนึ่งคือ เด็กเอเชียหรือเด็กไทยจะถูกสอนให้วาดเหมือนสวยมาก ปั้นเหมือนเก่งมาก แรกที่ไปอยู่ๆ ผมเลยรู้สึกว่า ฝรั่งวาดไม่เห็นสวยเลย ปั้นไม่เก่งเลย แต่พอเวลาผ่านไปสิ่งที่ผมเรียนรู้คือ งานศิลปะของคนที่นี่ไม่ได้อยู่ที่สวยไม่สวย แต่เขาเน้นวิธีคิด เขาไม่ได้แคร์ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ไม่ได้แคร์ที่
รูปธรรมแต่จะแคร์ตอนที่เราคิดว่าคิดอะไรอยู่ แล้วเราใส่ความคิดกับสิ่งที่เห็นลงไปเยอะแค่ไหน เรื่องวิธีคิดเลยเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้และได้กลับมาจากที่นั่น แล้วก็เอามาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่เมืองไทยสอน

การได้เรียนรู้วิธีคิด ทำให้กรรณกลายเป็นคนคิดและมองอะไรหลายๆ มุมรึเปล่า
เพราะผมได้ใช้ชีวิตหลายแบบด้วยแหละครับ ผมเคยเจอทั้งแบบสบายๆ อยู่ง่ายๆ อยู่โหดๆ ผมเคยเรียนโรงเรียนไทยก่อนไปเรียนเมืองนอกที่ต้องทำทุกอย่างเองแล้วก็กลับมาเรียนไทยอีกครั้ง ซึ่งการย้ายโรงเรียนบ่อยทำให้ผมได้เจอคนวนเวียนเข้ามาในชีวิตเยอะ ก็เลยทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องการมองการสังเกตคน การคุยกับคน โดยเฉพาะเรื่องคุยนี่ที่เมืองนอกจะสอนเสมอว่าถ้าอยากรู้ให้ดูและถาม
อีกอย่างอาจเพราะผมเป็นคนไม่ค่อยต่อต้านกับสิ่งที่เจอด้วยมั้ง ซึ่งมันอาจจะดูเหมือนเป็นคนไหลไปเรื่อยนะ แต่ผมก็ไม่ได้ไหลไปซะเต็มตัว จะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แล้วเราแค่หาจุดที่รู้สึกว่าน่าสนใจสำหรับตัวเองและลองดู ถ้าลองแล้วไม่ได้ ไม่ใช่ ก็ปล่อย ก็เปลี่ยน เหมือนตอนที่ผมเข้ามาทำเบื้องหน้าแรกเริ่มมาก็ปล่อยๆ ไหลๆ รุ่นพี่ให้มาช่วยก็มา ทำไปทำมาได้รับโอกาสเยอะขึ้น รู้สึกว่าตัวเองหาจุดที่เราอยากทำเจอ ก็เลยทำไปเรื่อยๆ

กรรณคิดว่าเป็นวัยรุ่นเหนื่อยมั้ย
อืม… ผมไม่เคยรู้สึกว่าเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อยนะ คือมันก็มีจังหวะเหนื่อยแหละ แต่ผมเป็นคนที่ไม่ได้มานั่งคิดว่าเหนื่อยจังเลย เหมือนรู้ตัวเองว่ามันก็มีวันที่เหนื่อยแต่ก็พยายามพุ่งต่อไปเรื่อยๆ

อยากบอกอะไรน้องๆ ที่กำลังค้นหาตัวเองอยู่ว่าจะทำอะไรต่อไปดีบ้าง
ควรหยุดคิดและลงมือทำครับ เพราะนี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้มา คือตัวเราคิดได้แหละว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แต่สุดท้ายแล้วถ้าไม่ลองทำก่อนเราจะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราคิดมันใช่มั้ย เพราะบางทีสิ่งที่เราชอบอาจอยู่ในสิ่งที่ไม่ชอบก็ได้ครับ

TEXT: Piyakorn
PHOTOGRAPHER: Ittipon Panasupon
PHOTOGRAPHER ASSISTANT: TITANG
STYLIST: Pattarat Ardwong
MAKE UP& HAIR STYLIST: Pakanat Poolsawat
COSTUME: PS by Paul Smith, BLACKBARRETT by Neil Barrett, PATTARAT, LONDON BROWN

About piyakorn

ผู้หญิงธรรมดาที่รักหมาทุกตัวบนโลก