Home / LIVE LIFE SOCIETY / ยังวัยรุ่นก็ซึมเศร้าได้เหรอ?

ยังวัยรุ่นก็ซึมเศร้าได้เหรอ?

       แม้โรคซึมเศร้าจะมีมานานแล้ว แต่เราก็เพิ่งจะเคยได้ยินหรือได้เห็นข้อมูลแบบรัวๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง ทั้งแบบผ่านข่าวที่มีคนฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้าเยอะขึ้น ผ่านซีรีส์ที่นำเสนอเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ซึ่งพอเห็นเยอะๆ เข้ามันก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าโรคซึมเศร้าทำให้คนๆ หนึ่งรู้สึกแย่ได้ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ JUZZ ก็เลยไปถามหาเหตุผลจากคุณหมอวัลลภ อัจสริยะสิงห์ จิตแพทย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นข้อมูลให้เพื่อนๆ วัยรุ่นได้สำรวจตัวเองและหาแนวทางป้องกันไว้ เพราะแม้ผู้ใหญ่จะมีอัตราการป็นโรคนี้เยอะสุด แต่ก็มีหลายปัจจัยในชีวิตวันรุ่นที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายๆ ไม่แพ้ผู้ใหญ่เหมือนกัน


 
      โรคซึมเศร้า คือโรคชนิดหนึ่งที่เกิดจากสารเคมีในสมองหรือว่าฮอร์โมนไม่สมดุล ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอหรือเกิดจากปัญหาชีวิตอย่างเดียว ซึ่งวัยรุ่นก็เป็นวัยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าได้สูง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะทั้งทางด้านฮอร์โมน ร่างกาย อารมณ์ หรือสภาพสังคมสิ่งแวดล้อม
         สาเหตุ จะมีด้วยกัน 2 อย่าง คือ
        1. พันธุกรรม ที่จะทำให้มีความเสี่ยง มีแนวโน้มเรื่องสารเคมีในสมองไม่สมดุล หรือ ฮอร์โมนไม่สมดุล
        2. ความเครียด ที่อาจรุนแรงหรือเรื้องรังมาเป็นตัวกระตุ้นให้แสดงอาการออกมาเป็นโรคซึมเศร้า ความเครียดในวัยรุ่น ที่เจอบ่อยๆ คือ ความสัมพันธ์กับเพื่อน โดนเพื่อนแกล้ง โดนล้อ ถูกกีดกันไม่ให้เข้ากลุ่ม หรือสมัยนี้ก็จะมี การแกล้งกันในสังคมออนไลน์ (Cyberbullying) เกิดขึ้นด้วย ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความเปลี่ยนแปลงเยอะต้องการความเป็นตัวเองสูง พ่อแม่อาจจะมีความคาดหวังบางอย่างที่ไม่ตรงกับเด็ก เลยทำให้เด็กมีความเครียด การเรียน วัยรุ่นเป็นวัยเรียนคงหนีไม่พ้นเรื่องความเครียดในการเรียนเพราะปัจจุบันมีการแข่งขันกันเยอะมาก เรียนไม่ได้ เรียนไม่ทันเพื่อน เด็กบางคนมีความคาดหวังอยากเข้าคณะนี้ แต่คะแนนไม่ถึง ก็ยิ่งกดดันมาก จนกลายเป็นความเครียด สารเสพติด วันรุ่นที่ไปลองใช้สารเสพติด ก็มีความเสี่ยง เพราะสารเสพติดหลายตัวสามารถกระตุ้นการทำงานของสารเคมีในสมองให้ผิดปกติได้

มีอาการแบบไหน ลองสำรวจตัวเองดูสิ!
อาการทางด้านอารมณ์ คือ เบื่อ เศร้า ท้อแท้ หงุดหงิด อาจจะไม่ได้เศร้าแบบร้องไห้ง่ายแบบผู้ใหญ่ มีการเก็บเนื้อเก็บตัวมากขึ้น มีความสนใจในสิ่งรอบตัวน้องลง เช่น บางคนชอบดูซีรีส์ ชอบเล่นกีฬา แต่พอมีอาการของโรคซึมเศร้า มันจะเบื่อไปหมดเลย ทำอะไรก็ไม่สนุก เฉยๆ ไม่มีความสุข แม้จะเป็นสิ่งที่ชอบก็ตาม อาการทางร่างกาย เช่น การกินอาหารเปลี่ยนไป บางคนเบื่ออาหาร กินไม่ลง หรือบางคนมีความอยากอาหารมากขึ้น กินเก่งขึ้น การนอน บางคนจะนอนไม่ค่อยหลับ นอนหลับยาก ตื่นมาไม่ค่อยสดใส หรือบางคนนอนเยอะขึ้น นอนนานกว่าปกติ มีความจำที่แย่ลง หลงๆ ลืมๆ สมาธิสั้น ใจลอย อ่านหนังสือรอบเดียวก็ไม่จำเหมือนเมื่อก่อน และ อาการด้านความคิด ที่เรียกว่า รู้สึกผิดง่าย มีอะไรนิดหน่อยจะโทษตัวเองไว้ก่อน จะรู้สึกว่าตัวเองแย่ และมีความคิดเรื่องไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ อยากทำร้ายตัวเอง อยากฆ่าตัวตายได้ สำหรับอาการทั้งด้านอารมณ์ ร่างกาย และความคิดนี้จะเกิดอย่างต่อเนื่องและเป็นเกือบตลอดทั้งวัน นานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถ้าเป็นแค่ 3-4 วันแล้วหาย สบายใจได้ว่าไม่ใช่

สำรวจตัวเองไม่พอ ขอสังเกตเพื่อนและคนรอบข้างบ้าง 
เราสามารถสังเกตได้โดยดูว่าเขามีพฤติกรรมหรือบุคลิกเปลี่ยนไปจากปกติรึเปล่า
– ช่วงนี้ขี้หงุดหงิดขี้วีนง่ายขึ้น
– เก็บเนื้อเก็บตัวมากขึ้น ไม่ออกไปกับเพื่อนเหมือนเดิม
– ผลการเรียนแย่ลง ความรับผิดชอบหายไป ไม่ช่วยงานกลุ่ม
– ไปทำพฤติกรรมเสี่ยงๆ เช่น ลองใช้สารเสพติด ลองดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เข้าแก๊งรถซิ่ง
การแสดงออกแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นเด็กไม่ดีหรือเด็กเกเรเสมอไป เพราะอาจเกิดจากภาวะซึมเศร้าก็ได้นะ

ถ้าตัวเราเป็นแล้วรักษายังไงดี?คนที่เป็นโรคซึมเศร้านั้น สามารถรักษาได้ด้วยการไปพบจิตแพทย์ โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับว่ามีอาการมากน้อยแค่ไหน ถ้าอาการไม่มากนัก ทางจิตแพทย์จะใช้การรักษาแบบพูดคุย เช่น พูดคุยเพื่อปรับมุมมองต่อปัญหาที่เกิดขึ้น หรือปรับวิธีการแก้ปัญหา ช่วยดึงคนรอบข้างมาช่วยดูแล ให้เขามีคนที่ไว้วางใจได้ แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับคนที่เป็นไม่มาก
แต่ถ้ามีอาการระดับปานกลางหรือเป็นเยอะ การใช้ยาจะช่วยได้ เพราะยาจะช่วยปรับสารเคมีในสมองให้กลับมาสมดุลเหมือนเดิม โดยคุณหมอจะเลือกให้ยาตามความเหมาะสมของอาการ ส่วนเรื่องผลข้างเคียงของยานั้นก็มีน้อยมาก และที่สำคัญ โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาหายได้ เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาหน่อย และแต่ละคนจะใช้เวลารักษาไม่เท่ากัน บางคนใช้เวลาสามเดือน หกเดือน หรือนานกว่านั้นถึงจะดีขึ้นและหายเป็นปกติ ซึ่งถ้าหายแล้วคุณหมอจะให้กินยาต่ออีกสักระยะหนึ่งร่วมกับวิธีการจัดการความเครียด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ



ถ้าเพื่อนเป็นและอยากช่วยควรทำยังไงดี?
 การรับฟัง คือตัวหลักที่ช่วยได้ดี อาจจะเข้าไปหา พูดคุย และลองรับฟังสิว่าเพื่อนมีอะไรที่อยากจะคุย อยากจะระบายให้เราฟังมั้ย เพราะแค่รับฟังก็ช่วยได้มาก จะทำให้ความไม่สบายใจ ความทุกข์หายไปครึ่งหนึ่งเลย ส่วนคำพูด หลายคนอาจกังวลว่าควรพูดยังไงดีให้เพื่อนสบายใจขึ้น แนะนำว่าการพูดเป็นเรื่องรองเลย เพราะแค่เราไปนั่งอยู่เคียงข้างเขา ตั้งใจฟังว่าเขาเครียดอะไร ทุกข์เรื่องอะไร เราก็ช่วยเพื่อนได้เยอะแล้ว

ถ้าไม่อยากอยู่ในภาวะเสี่ยง เรามาเลี่ยงด้วยการสร้างภูมิต้านทานกันดีกว่า นั่นคือ!!
เราควรมีวิธีจัดการกับความเครียดที่ดี เช่น
– อย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียว พยายามหาใครสักคนที่เราไว้ใจและสามารถระบายให้เขาฟังได้ แม้เขาอาจจะช่วยเราได้หรือไม่ได้อย่างน้อยก็ขอให้มีสักคน เพราะแค่มีคนรับฟังก็ช่วยได้เยอะแล้ว
– อย่าเรียนอย่างเดียว พยายามออกไปทำกิจกรรมที่หลากหลายที่เรารู้สึกสนุก มีความสนุก ถ้ามีกลุ่มเพื่อนร่วมทำกิจกรรมด้วยจะยิ่งดี เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เล่นดนตรี ด้วยกัน และหลีกเลี่ยงวิธีแก้ปัญหาที่ทำให้ตัวเราแย่ลงเช่น การดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน

 
เราควรมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองที่ดี หรือ Self Esteem 
วิธีนี้อาจต้องได้รับปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ ให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองก็มีดี มีความภาคภูมิใจในตัวเองที่ดี ด้วยการส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายจะได้สำรวจว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ให้โอกาสเด็กได้แสดงออก แสดงความสามารถ และให้คำชม จะได้ช่วยลดความเสี่ยงที่ทำให้เด็กต้องออกไปแสวงหาการยอมรับจากสังคมที่ไม่ค่อยดี และไปมีพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือ เด็กที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ เวลาเจอปัญหามักจะถอดใจได้ง่าย จะมองว่า “เราแก้ไม่ได้หรอก เราทำไม่ได้หรอก” ก็จะหมดหวังได้ง่าย มองทุกอย่างแย่ไปหมด เพราะไม่มั่นใจในตัวเอง จนเกิดความเครียด และมีอาการซึมเศร้าตามมาได้

จริงๆ ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่กล้าไปพบจิตแพทย์ เพราะกลัวสายตาของสังคมมองไม่ดี แต่คุณหมอบอกว่าเดี๋ยวนี้ทัศนคติของสังคมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว และมีความเข้าใจมากขึ้นว่าการไปหาจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคจิต โรคประสาท แค่เครียดก็ไปปรึกษาคุณหมอได้ แล้วในส่วนของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองเอง ก็พร้อมที่จะรับฟังปัญหาและพาไปปรึกษาคุณหมอด้วยกันมากขึ้น เพราะเรื่องของโรคซึมเศร้า ผู้ปกครองเองก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยทำให้อาการของลูกดีขึ้นได้ แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมจริงๆ หรือยังไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ใช่รึเปล่าอาจลองโทร. ไปปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต เบอร์ 1323 ก่อนก็ได้ แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ควรพบจิตแพทย์เถอะ อย่าปล่อยให้เรื้อรังและลุกลามไปมากกว่านี้เลย

***ความรู้รอบโรค***
 
- เวลาเราเจอคนรอบข้างดูเศร้าๆ หรือรู้ว่าเขาเป็นโรคซึมเศร้า อย่าใช้คำพูดเหล่านี้เลย “เรื่องแค่นี้เองทำไมจัดการไม่ได้ ทำไมต้องเครียดอะไรใหญ่โตขนาดนั้น ทำไมต้องทำร้ายตัวเอง” เพราะ โรคซึมเศร้าเป็นโรค คนที่ป่วยทุกคนจะมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ปัญหาที่ปกติเราเคยมองว่าเล็กนิดเดียว ตอนเราป่วยปัญหาจะใหญ่ขึ้นมาทันที เลยอยากให้เข้าใจว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอ ความไม่ยอมสู้ปัญหาหรือจิตใจอ่อนแอนะ
– หลายคนกลัวไม่กล้าถามเวลาเห็นเพื่อนหรือคนรู้จักทำร้ายตัวเองหรืออยากฆ่าตัวตาย เพราะกลัวว่าถ้าถามเรื่องนี้กับเขาจะกลายเป็นส่งเสริมรึเปล่า ซึ่งไม่ใช่เลย เพราะโดยทั่วไปคนที่คิดจะฆ่าตัวหายเขาพร้อมที่จะเล่าเรื่องราวให้คนอื่นฟังอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะรับฟังเขารึเปล่า เข้าใจเขารึเปล่า หรือพูดไปแล้วจะโดนตำหนิโดนว่ารึเปล่า ก็เลยไม่กล้าพูด ฉะนั้นถามได้นะ ไม่มีผลเสียอะไร เราอาจจะได้ช่วยเขาด้วยซ้ำ
– ปัญหาเด็กติดเกมมีความเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้าได้เหมือนกัน แถมสัมพันธ์กันแบบเป็นได้ทั้งเหตุและผล คือ การเล่นเกมสามารถทำให้เด็กบางคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกดีขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกัน เด็กที่เล่นเกมเยอะๆ จนตัวเองตัดขาดจากสังคมภายนอก จนมีผลกระทบต่อการเรียน กระทบต่อความสัมพันธ์กับครอบครัวกับคนรอบข้าง มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายขึ้น พวกนี้จะกลายเป็นความเครียดและป่วยเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้ ฉะนั้นควรบริหารเวลาเล่นเกมกันดีๆ นะ

 

เรื่อง: Piyakorn
ภาพประกอบ: Sirilak

About piyakorn

ผู้หญิงธรรมดาที่รักหมาทุกตัวบนโลก